สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน วันที่ 21 มี.ค. ว่า สตีเวน เจอร์ราร์ด และ พอล สโคลส์ 2 อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ ยกย่อง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ ที่เพิ่งยิงคนเดียว 4 ประตู ช่วยให้ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เปิดสนามแอนฟิลด์ ถล่มวัตฟอร์ด 5-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนที่ผ่านมา
พอล สโคลส์ ตำนานกองกลางทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวว่า “เขากำลังมีฤดูกาลที่ดี และผมคิดว่าลิเวอร์พูลมีฤดูกาลที่ดี พวกเขากำลังมีเกมใหญ่ในแชมเปียนส์ลีกที่กำลังจะมาถึง และถ้า ซาลาห์ รักษาฟอร์มแบบนี้ไว้ได้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสดีที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป”
ขณะที่ เจอร์ราร์ด กล่าวว่า “มันยากที่จะหาคำใดๆ มาพูดถึงเขา ทุกคนกำลังชื่นชมเขาในขณะนี้ และมันเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ผมคิดว่าเรากำลังเป็นพยานในการเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ ถ้าเขาเล่นแบบนี้ได้นานพอ เขาก็มีศักยภาพที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาต้องการ รวมทั้งในฐานะนักฟุตบอลด้วย ใช่เลย เขาจะถูกตัดสินด้วยผลงานในระยะยาวหรือการคว้าถ้วยแชมป์ แต่ฟอร์มการเล่นในฤดูกาลนี้มันเป็นการเปิดตัวที่สุดยอดจริงๆ”
สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน วันที่ 21 มี.ค. ว่า โรเมลู ลูกากู กองหน้าของ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มั่นใจเต็มที่ว่าะมีนักเตะชั้นยอดย้ายมาสู่ถิ่นโอลด์ แทรฟเฟิร์ด ในช่วงซัมเมอร์นี้
สำหรับ ลูกากู เพิ่งทำ 1 ประตู ช่วยให้ปิศาจแดงเปิดบ้านเอาชนะ ไบรท์ตัน ไป 2-0 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา
ลูกากู กล่าวว่า “เราคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราต้องพัฒนาขึ้นในทุกปี แต่ผมรู้ดีว่านักเตะมากมาย, นักเตะชั้นยอดหลายคน จะย้ายมาร่วมทีมเราในช่วงซัมเมอร์นี้ นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว นั่นคือบางอย่างที่ผมตั้งตารอ นั่นคือการพัฒนาของทีม และมันคือสิ่งที่ผู้จัดการทีมตั้งตารออยู่เช่นกัน เพราะเป้าหมายของเราในปีหน้าคือแชมป์ เราจะพยายามคว้าแชมป์ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้”
สนาม : เบท 365 สเตเดี้ยม
สโต๊ค ซิตี้ ลงเตะในบ้านรับการมาเยือนของเอฟเวอร์ตัน เจ้าถิ่นจัดเซอร์ดาน ชาคิรี่, ปีเตอร์ เคร้าช์ และ รามาดาน โซบี เป็น 3 ประสานแดนหน้า ส่วนทอฟฟี่นำมาโดยธีโอ วัลค็อตต์, เซงค์ โทซุน และ ยานนิค โบลาซี่ ในแนวรุก
ทอฟฟี่ได้ลุ้นก่อนนาทีที่ 7 เวย์น รูนี่ย์ เปิดฟรีคิกที่ธีโอ วัลค็อตต์ โดนทำฟาวล์มาให้ทอม เดวิส ขึ้นโหม่งหลุดกรอบไปไกล
จากนั้นเป็นโอกาสของเจ้าถิ่นบ้าง นาที 15 คอสตาส สตาฟีลิดิส เปิดมาให้ป๊าป เอ็นดิยาย ยิงไกล แต่จอร์แดน พิคฟอร์ด ก็ยังไม่พลาด
เกมเล่นกันท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก กระทั่งนาที 30 สโต๊คต้องเหลือแค่ 10 คน เมื่อชาร์ลี อดัม ไปเสียบในจังหวะ 50-50 ใส่เวย์น รูนี่ย์
แม้ผู้ตัดสินมาร์ติน แอ็ตกินสัน จะผิดพลาดในตอนแรก ด้วยการควักใบแดงให้เซอร์ดาน ชาคิรี่ แทนซะอย่างงั้น แต่สุดท้ายก็เคลียร์กันได้ และเป็นอดัมที่ต้องเดินออกจากสนามไป จากนั้นก็ยังทำอะไรกันไม่ได้ หมด 45 นาทีแรกเสมอ 0-0
ครึ่งหลังนาที 47 ทอฟฟี่ได้ลุ้นก่อน อิดริสซ่า เกย์ ไหลให้รูนี่ย์ยิงด้วยขวานอกกรอบ แต่แจ็ค บัตแลนด์ ก็ยังไม่พลาด
ต่อด้วยนาที 57 ไมเคิ่ล คีน กองหลังเติมเกมรุกขึ้นมายิงไกล บอลพุ่งเข้ากรอบ แต่บัตแลนด์ยังทุบทิ้งออกไปได้
ถัดมา 2 นาที ทอฟฟี่ออกนำจนได้ เซงค์ โทซุน โหม่งลูกเปิดของยานนิค โบลาซี่ แม้จังหวะแรกจะโดนไม่ดี แต่บอลยังขลุกขลิกอยู่หน้าประตู คอสตาส สตาฟีลิดิส พยายามสกัดทิ้ง แต่ไม่ขาด โทซุนลุกขึ้นมาเก็บตกยิงซ้ำจ่อๆดาบสองเข้าไปไม่เหลือ
นาที 77 สโต๊ค ซิตี้ตีเสมอสำเร็จ โจ อัลเลน เปิดฟรีคิกเข้ามาในกรอบ เอริค มักซิม ชูโป-โมติง ตัวสำรอง แหย่ขาชาร์จเข้าประตูไป
ท้ายเกมนาที 83 ทอฟฟี่มาได้ประตูชัย วัลค็อตต์ครอสจากขวามาให้โทซุน เจ้าเก่าพุ่งโขกตุงตาข่าย จบเกมเอฟเวอร์ตันบุกชนะสโต๊ค ซิตี้ 2-1
รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม
สโต๊ค ซิตี้ : แจ็ค บัตแลนด์, เกล็น จอห์นสัน, ไรอัน ชอว์ครอสส์, คัวร์ท ซูม่า, คอสตาส สตาฟีลิดิส, ป๊าป เอ็นดิยาย, โจ อัลเลน, ชาร์ลี อดัม, เซอร์ดาน ชาคิรี่ (ไซโด้ เบราฮิโน่ น.76), ปีเตอร์ เคร้าช์, รามาดาน โซบี (เอริค มักซิม ชูโป-โมติง น.72 (เฆเซ่ โรดริเกซ น.79)
สำรองไม่ได้ใช้ : ยาค็อบ เฮาการ์ด, โมริตซ์ เบาเออร์, บรูโน่ มาร์ตินส์ อินดี้, ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์
เอฟเวอร์ตัน : จอร์แดน พิคฟอร์ด, เชมัส โคลแมน, ฟิล เจกีลก้า, ไมเคิ่ล คีน, เลห์ตัน เบนส์, เวย์น รูนี่ย์ (มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน น.87), อิดริสซ่า เกย์, ทอม เดวิส (โดมินิค คัลเวิร์ท-เลวิน น.53), ธีโอ วัลค็อตต์, เซงค์ โทซุน, ยานนิค โบลาซี่ (เมสัน โฮลเกท น.90)
สำรองไม่ได้ใช้ : โฆเอล โรบเลส, กูโก้ มาร์ติน่า, อูมาร์ แนสส์, ดาวี่ คลาสเซ่น
ผู้ตัดสิน : มาร์ติน แอ็ตกินสัน
ที่มา : [Siamsport]
ดาวเตะวัย 32 ปี ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวหลักของโจเซ่ มูรินโญ่ฤดูกาลนี้ โดยผลงานที่สม่ำเสมอของเขาทำให้ล่าสุดแกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกตัวกลับไปติดทีมชาติอังกฤษ ชุดลงแข่งขันเกมกระชับมิตรกับฮอลแลนด์ และ อิตาลี
ยังถือเป็นหนึ่งในสมาชิก “ปีศาจแดง” ชุดที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกครั้งล่าสุดกับเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และสัญญาปัจจุบันของเขากำลังจะหมดลงเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลนี้
นักเตะสารพัดประโยชน์เคยลงเล่นทุกตำแหน่งให้กับต้นสังกัดยกเว้นปราการหลังตัวกลาง กับผู้รักษาประตู และ ณ เวลานี้จับจองตัวจริงเป็นแบ็คซ้ายของทีม
ข่าวระบุต่อไปว่ายูไนเต็ดอาจมอบสัญญาระยะยาวให้กับ ยัง หากว่าเขาสามารถรักษาผลงานที่ดีต่อไปได้
เมื่อไม่นานมานี้เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าต้องการค้าแข้งกับสโมสรไปจนกระทั่งแขวนสตั๊ด “ผมต้องการอยู่ที่นี่ให้นานที่สุดมาโดยตลอดครับ ผมอยากยุติการค้าแข้งกับยูไนเต็ด”
สำหรับดีกรีทีมชาติอังกฤษ “พี่หนุ่ม” ลงเล่นไป 31 นัด และยิง 7 ประตู ถือเป็นหนึ่งในนักเตะซีเนียร์ที่สุดของขุมกำลังทรี ไลอ้อนส์ชุดล่าสุดนี้
ลูกากูตอบแทนความไว้ใจของโจเซ่ มูรินโญ่ โดยซัดไป 25 ประตูจากทุกรายการในซีซั่นนี้ รวมถึงประตูล่าสุดที่เป็นลูกยิงเบิกร่องในเกมคว้าชัยชนะเหนือไบรท์ตันผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ
มูรินโญ่ใช้เงินไปแล้ว 300 ล้านปอนด์ หลังเข้ารับตำแหน่งต่อจากหลุยส์ ฟาน ฮาลเมื่อ 18 เดือนก่อน แต่ลูกากูมองว่าต้นสังกัดยังต้องเสริมทัพให้ดีขึ้นอีก
“พวกเราคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พวกเราต้องพัฒนาไปทุกปีและผมรู้ว่านักเตะหลาย ๆ คน, ผู้เล่นเก่ง ๆ หลาย ๆ คน จะย้ายมาสมทบในซัมเมอร์ เรื่องนี้ชัวร์มาก”
“นั่นเป็นบางอย่างที่ผมเฝ้ารอเพื่อที่เราจะได้พัฒนาขุมกำลัง และผู้จัดการทีมเองก็กำลังเฝ้ารอเพราะว่าเราต้องคว้าแชมป์ให้ได้ในปีหน้า เราต้องพยายามคว้าถ้วยรางวัลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ลูกากูสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหอกหมายเลขหนึ่งของทีม แต่เขาเชื่อว่ายังสามารถโชว์ฟอร์มที่ดีกว่านี้ได้อีก
“ผมคิดว่าผมเป็นนักเตะที่จะทำผลงานได้ดีกับฟุตบอลที่เล่นอย่างดุดัน มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผมเพราะผมเป็นคนที่ทรงพลัง, รวดเร็ว ดังนั้นมันคือบางอย่างที่ผมจะช่วยทีมได้”
“หากเราเฝ้าทำแบบนั้นเราจะมีโอกาสมากขึ้น ผมเองก็จะมีโอกาสมากขึ้น”
“นอกจากนี้ผมยังช่วยให้เพื่อนร่วมทีมอยู่ในตำแหน่งที่ดีขึ้นได้ สุดท้ายแล้วผมต้องการให้เพื่อน ๆ คว้าชัยชนะ”
“ผมผิดหวังมากที่เราไม่สามารถเอาชนะเซบีย่าเพราะเราใฝ่ฝันถึงการคว้าแชมป์รายการสำคัญอย่างแชมเปี้ยนส์ ลีก”
“เราต้องการนำเสนอสิ่งที่แฟนบอลอยากเห็น คว้าชัยชนะ และเล่นฟุตบอลที่สวยงาม”
โรเมลู ลูกากู และ เนมันย่า มาติช เป็นสองนักเตะที่ยิงประตูให้กับ “ปีศาจแดง” แต่สาวกของทีมไม่พอใจในตัวของอเล็กซิส ซานเชซ
เรื่องดังกล่าวน่าแปลกใจขึ้นไปอีก เหตุเพราะแข้งทีมชาติชิลีมิได้ลงสนามในค่ำคืนที่ผ่านมา โดยประเด็นถกเถียงคือผลงานนั้นดีขึ้น ยามที่อดีตนักเตะอาร์เซนอลไม่ได้มีส่วนร่วม
“สมควรแล้วที่ซานเชซโดนดร็อปเป็นตัวสำรอง อู้ว!” @KreemO_
“ผลงานที่ดีที่สุดของซานเชซกับยูไนเต็ดเกิดขึ้นโดยเขานั่งเป็นตัวสำรอง” @ali_hegarty
“สิ่งเดียวที่ซานเชซรู้จักคือการหวงบอลไว้กับตัวเอง จริง ๆ แล้วยูไนเต็ดเล่นได้ดีขึ้นตอนไม่มีเขานะ” @Drelick8
“จะว่าผมบ้าก็ได้แต่ยูไนเต็ดเล่นได้ดีขึ้นและเร็วขึ้นตอนไม่มีซานเชซ” @akini99
“เราดูดีขึ้นมากยามไม่มีซานเชซในครึ่งแรก” @Aaqibbby
“ดูสิว่าทีมเล่นได้ดีขึ้นขนาดไหน (แม้ยังไม่ได้ดีมาก) ตอนไม่มีป็อกบากับซานเชซ ฮาาา” @CORL3ON3
“อาร์เซนอลเล่นได้ดีขึ้นเมื่อไม่มีซานเชซ และคืนนี้ยูไนเต็ดก็เล่นได้ดีขึ้่นเมื่อไม่มีซานเชซ….. หืม #MUFC” @SonnyGDDG
“แมนฯ ยูไนเต็ดเล่นได้ดีขึ้นเยอะเมื่อไม่มีซานเชซ” @AbahEmmanuelAb1
สำหรับ วิเดนเต้ ถือเป็นคุณหมอไสยศาสตร์เกี่ยวกับทางด้านจิตวิญญาณที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนชาติทวีปอเมริกาใต้เพราะทำนายทายทักอย่างแม่นยำราวกับตาเห็นจนไปออกรายการผ่านสถานีโทรทัศน์มาแล้ว
ทั้งนี้คนทรงเจ้ารายนี้เคยนั่งทางในล่วงหน้าเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วโดยบอก เนย์มาร์ จะได้รับบาดเจ็บหนักปรากฎว่าหัวหอกปารีส แซงต์ แชร์กแมงโชคร้ายบาดเจ็บกระดูกฝ่าเท้าแตกในเกมพบกับ โอลิมปิก มาร์กเซย์ เมื่อปลายเดือนกุมพันธ์ที่ผ่านมา
แม้ในเบื้องต้นทางการแพทย์ระบุว่าอดีตดาวดังบาร์เซโลน่าจำเป็นต้องพักฟื้นนาน 3 เดือนแต่สำหรับ วิเดนเต้ หมอผีคนดังกลับชี้ว่านักเตะจะชวดไปเล่นฟุตบอลโลกเพราะอาการทรุดอาจพักเกินกว่าครึ่งปี
“เนย์มาร์จะไม่มีส่วนร่วมใดๆในศึกฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึงเพราะอาการบาดเจ็บรบกวน” คนทรงเจ้าฟันธงผ่านรายการโทรทัศน์ของตัวเองเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
“เขาจะต้องนอนพักขั้นต่ำระหว่าง 5-7 เดือน อย่างไรก็ดี บราซิล น่าจะจบอันดับ 3 หรือ 4 ของทัวร์นาเมนต์”
สนาม : สตาดิโอ อิม โบรุสเซีย พาร์ค
ดีเตอร์ เฮ็คคิงก์ เทรนเนอร์สิงห์หนุ่มผลงานสุดเลวร้าย 7 เกมหลังสุดชนะแค่นัดเดียวและแพ้ถึง 5 นัด โดยยังไม่สามารถใช้งานแข้งเดี้ยงอย่าง ลาสซ์โล่ เบเนส (กล้ามเนื้อ), รีซ อ็อกฟอร์ด (กล้ามเนื้อ), มามาดู ดูกูเร่ (กล้ามเนื้อ), อิบราฮิม่า ตราโอเร่ (กล้ามเนื้อ), ยานนิค เวสเตอร์การ์ด (ฝ่าเท้า) และ เดนิส ซากาเรีย (กล้ามเนื้อ) แต่ได้ ออสการ์ เวนด์ท ฟิตกลับมาคืนตัวจริง และมี ราอูล โบบาดีย่า ยืนศูนย์หน้า
ฝั่งฮอฟเฟ่นไฮม์ของเทรนเนอร์หนุ่ม ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ยังมีลุ้นพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่หมดสิทธิ์ใช้งานตัวเจ็บอย่าง สเตฟาน ปอสช์ (กระดูก), เคเรม เดเมียร์บาย (เอ็นกล้ามเนื้อ) และ เดนนิส ไกเกอร์ (ต้นขา) โดยคู่หัวหอกเป็น แซร์จ นาบรี้ กับ อังเดรจ์ ครามาริช
เริ่มเกม 13 นาที ทีมเยือนออกนำก่อน 1-0 จากลูกเตะมุมฝั่งซ้าย ครามาริชเปิดโค้งหาเขตโทษ เบนยามิน ฮึบเนอร์ เทกตัวขึ้นโขกเต็มหัวเต็มตาข่าย
เกมดำเนินมาถึงนาที 21 กลัดบัคต้องเปลี่ยนสำรองคนแรกเมื่อโบบาดีย่ามีปัญหาเจ็บ และต้องให้ โยซิป เดอร์มิช ลงมาแทน แล้วก็ช่วยให้ทีมตีเสมอได้ 1-1 จากจังหวะที่กองหน้าสวิสหลุดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนนายทวาร ยาน ซอมเมอร์ พุ่งเตะมาชนตัวและเด้งเข้าทางเลยยิงง่ายๆ เข้าไป
หมดครึ่งแรกทั้งสองทีมเสมอกันอยู่ 1-1
กลับมาลุยต่อครึ่งหลังเจ้าบ้านครองบอลได้มากกว่า แต่นาที 58 กลับต้องเสียจุดโทษ เมื่อนาบรี้กระชากบอลเข้ากรอบ 18 หลา และโดน โยนาส โฮฟมันน์ เตะสกัดใส่จนล้มคว่ำ ผู้ตัดสิน มาร์ติน เพเทอร์เซ่น ชี้ไปที่จุดโทษและเป็นครามาริชสังหารด้วยขวาเสียบมุมซ้ายมือของตัวเอง
จากนั้นนาที 72 เจ้าถิ่นตีเสมออีกครั้งเป็น 2-2 เมื่อ ลาร์ส ชตินเดิ้ล รับลูกแทงทะลุจากโฮฟมันน์และพลิกตัวอย่างลุยแหลกแบบไม่มีอะไรจะเสียและตามตีเสมออีกครั้ง เมื่อรัฟฟาเอลเปิดจากเขตโทษฝั่งซ้ายให้ มัทธีอัส กินเธอร์ แปเน้นๆ เสียบตาข่าย จบเกม กลัดบัค ตามตีเสมอ ฮอฟเฟ่นไฮม์ สุดระทึก 3-3 แบ่งกันทีมละหนึ่งคะแนน
รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค : ยาน ซอมเมอร์, โทนี่ ยันท์ชเค่อ, มัทธีอัส กินเธอร์, นิโก้ เอลเวดี้, พาทริก แฮร์มันน์ (รัฟฟาเอล น.70), โยนาส โฮฟมันน์, มิชาเอล คีซองเซ่, ออสการ์ เวนด์ท (เฟเบียน จอห์นสัน น.81), ธอร์กกาน อาซาร์, ลาร์ส ชตินเดิ้ล, ราอูล โบบาดีย่า (โยซิป เดอร์มิช น.21)
ฮอฟเฟ่นไฮม์ : โอลิเวอร์ เบามันน์, เควิน อัคโปกูมา, เควิน โฟ้กท์, เบนยามิน ฮึบเนอร์, ยูเก้น โพลันสกี้ (มาร์ค อูธ น.54), พาเวล คาเดราเบ็ค, นาเดียม อามิรี่ (ฮาวาร์ด นอร์ดไวท์ น.81), โฟลเรียน กริลลิทส์, นิโก้ ชูลซ์, อังเดรจ์ ครามาริช, แซร์จ นาบรี้ (อดัม ซาไล น.74)
ผู้ตัดสิน : มาร์ติน เพเทอร์เซ่น
ที่มา : [Siamsport]
โดย เกมเมื่อคืนนี้ สวอนซี เปิดบ้านรับการมาเยือนของ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ เเละเป็นฝ่ายหลังที่สามารถเอาชนะไปได้ 3-0 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเอฟเอ ได้สำเร็จ
ทั้งนี้ เมาริซิโอ ปอเช็ตติโน่ ได้ให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี สำนักข่าวชื่อดังว่า “เป็นฟอร์มที่ดีมาก ผมทั้งดีใจและพอใจมากเลย เราได้เล่นรอบรองที่เวมบลีย์แล้ว ผมดีใจมากๆ”
“เราคู่ควรกับชัยชนะอย่างที่สุด เราเล่นดีมาก แน่นอนพอนำเร็วก็ครองเกมง่าย สำคัญสุดสำหรับผมคือเราคู่ควรกับมันแถมทีมเล่นดีขึ้นเยอะ เเละเราก็สมควรเข้ารอบ”
“ผมไม่อยากพูดถึง VAR มากไปกว่านี้เพราะมันยากเหลือเกินในการจัดการไม่ว่าสำหรับใครก็ตาม ผมไม่อยากให้ทุกคนสับสนไปมากกว่านี้เลย”
“มิเชล ฟอร์มซูเปอร์เซฟต้นครึ่งหลังซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาคือโกลที่น่าทึ่ง แต่นั่นคือโอกาสเดียวของอีกฝ่ายเลยนั่นเเหละ”
“ถ้าได้ดู 3 นัดหลังสุดเราชนะด้วย 11 ตัวจริงคนละชุดกันเช่นเดียวกับวันนี้ ที่สำคัญคือทุกคนลงสนามได้และทีมไม่ได้รับผลกระทบไม่ว่าใครลงก็ตาม เรายึดมั่นในแนวทางเดิม ความต่อเนื่องเหมือนเดิม นั่นเเหละสำคัญที่สุด” ปอเช็ตติโน่ทิ้งท้าย
โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ เพิ่งโชว์ฟอร์มมหาเทพ หลังเหมาคนเดียว 4 ประตูแถมแอสซิสต์อีกลูกที่เหลือให้ ฟีร์เมียโน่ เปิดแอนฟิลด์ ไล่ถล่ม วัตฟอร์ด 5-0 ในศึกพรีเมียร์ลีกคู่สุดท้ายของวันเสาร์
ล่าสุดอ็อพต้า กับ สกาย สปอร์ตส์ ระบุสถิติต่างๆที่เกิดขึ้น
– ซาล่าห์ คือนักเตะอียิปต์รายแรกเลยที่ทำแฮททริคได้ในพรีเมียร์ลีก นับเป็นสัญชาติที่ 43
– ซาล่าห์ คือลูกทีมลิเวอร์พูล คนแรกยุค เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ทำแฮททริคในพรีเมียร์ลีกได้
– ซาล่าห์ สามารถทำแฮททริคครั้งแรกที่อยู่กับ ลิเวอร์พูล
– ซาล่าห์ สามารถทำ 4 ประตูจากโอกาส 4 ครั้ง คนสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่ทำได้ในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกคือ อังเดร อาร์ชาวิน เล่นให้ อาร์เซน่อล รัว 4 ตุงใส่ ลิเวอร์พูล ในปี 2009
– ซาล่าห์ คือนักเตะ ลิเวอร์พูล รายที่ 4 ที่ทำคนเดียว 4 ประตูได้ในพรีเมียร์ลีกนัดเดียวต่อจาก ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ เคยทำได้ 2 ครั้ง, ไมเคิล โอเว่น เคยทำได้ 2 ครั้งและ หลุยส์ ซัวเรซ
– ซาล่าห์ กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูให้ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นแรกได้มากที่สุดตลอดกาลทำไป 36 ลูกรวมทุกรายการ, อันดับ 2 เฟร์นานโด ตอร์เรส 2007/08 ทำได้ 34 ลูก ,อันดับ 3 เคนนี่ ดัลกลิช 1977/78 ทำได้ 31 ลูก
– ซาล่าห์ กับ โรแบร์โต้ ฟีร์เมียโน่ คือคู่หูที่แอสซิสต์ให้ทำประตูกันและกันมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ ซาล่าห์ จ่าย 4 , ฟีร์เมียโน่ จ่าย 3